2005/Aug/06

หลังจากที่ดองบล๊อกไว้นานมาก ๆ ก็ได้ฤกษ์กลับมาเขียนใหม่อีกครั้ง เพราะช่วงนี้เรียนไม่หนักแต่งานเยอะมาก ๆ เลย หลายเรื่องประดังประเดเข้ามา งานเข้ามาไม่หยุด แต่ไม่มีตังค์เข้ามาเลย เอ๊ะ ๆ มันเกี่ยวกันรึเปล่าหว่า.... และในช่วงนี้ต้องทรหดอดหลับอดนอนมาหลายวัน วันนี้วันหยุดก็อยากหาอะไรมาเป็นยาบำรุงให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง (แม้ว่างานยังมีกองสุมหัวอยู่) เราก็ไปหยิบหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊คเก่า ๆ ในตู้กลับมาอ่านอีก เราเลือกที่จะหยิบ นิทานดวงดาว และเรื่องราวของความรักที่แต่งโดย "กุดจี่" มาอ่าน เพราะเล่มนี้อ่านทีไรก็ชอบทุกที พูดได้ว่าอ่านแล้วมีความสุข ซึ่งก็ได้ผล จากงานที่ทำให้ร่างกายอ่อนล้า พอได้อ่านก็รู้สึกดีขึ้น เราอ่านจนไปพบประโยคหนึ่ง พออ่านแล้วก็คิดว่า อืมม มันจริงนะ

ประโยคที่ว่า

"ต้นไม้ยังให้อากาศกับคน เกิดเป็นคนต้องให้โอกาสกับคน"

When trees supply air to people, people must feed love with forgiveness kindness.

เราคิดว่าประโยคนี้คงโดนใจหลาย ๆ คน รวมทั้งเราด้วย แม้คำว่า "อากาศ" กับคำว่า

"โอกาส" สะกดไม่เหมือนกัน และความหมายไม่เหมือนกัน สำหรับเราคิดว่า

การที่เราให้โอกาสให้สักคน สำหรับคน ๆนั้นในตอนนั้นมันอาจจะเหมือนกับการที่เราให้

อากาศให้ชีวิตกับเขาอีกครั้งก็เป็นได้

ไม่ว่าใครก็ต้องการโอกาสและการให้อภัย

ถ้าไม่ใช่คนด้วยกันให้โอกาสกับคนด้วยกันแล้ว คนเหล่านั้นจะได้รับโอกาสและการให้อภัย

จากใคร

พูดเหมือนโฆษณาอะไรสักอย่าง แต่ก็อย่างว่า มนุษย์เราเกิดมาอยู่ร่วมกัน

ก็รักกันไว้ดีกว่า หวังดีปรารถนาดีต่อกันไว้ เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข

ว่าแล้วเราก็รีบไปทำงานต่อดีกว่า เพราะมันกองทับสุมหัวเราอีกแล้ว ว๊ากกก !!!

2005/Jul/08

ก่อนจะเข้าเรื่องหน้าแตกของเรา ขอกู่ร้องหน่อยว่า :

"เย่!!! โหลด Bleach ep38 เสร็จแล้ว!!!" กะ

"เย่!!! Bleach vol.12Thai ออกซะทีนะ ดีใจเหลือล้น" กะ

"โว้ย!!! ค่ารถขึ้นอีกแล้ว" จบละ

มาเข้าเรื่องหน้าแตกของเราดีก่า เอามาเล่าสนุก ๆ เพราะนาน ๆ เราจะมีเรื่องหน้าแตกแบบฮา ๆ อ่ะนะ (เพราะส่วนใหญ่จะไม่ฮาง่ะ)

เรื่องมันมีอยู่ว่า.....

วันนี้เราโดดวิชา Painting

รีบกลับบ้านมาช่วยจัดของเตรียมงานเลี้ยงพระ

เลิกเรียนวิชาแรก ก็ขึ้น ปอ.60 สีส้มกลับ

(ขี้เกียจรอ ปอพ.10 ซึ่งตั้งแต่วันอาทิตย์นี้เป็นต้นไปก็จะปรับราคาขึ้นเป็น 25 บาทแล้ว ToT ชีวิตชั้น เด๋วนี้ไปกลับ50บาทแล้ว...เศร้า)

รถปอ.60 คนเยอะ แต่ก็ไม่แน่นมาก

กระเป๋าอยู่ข้างหลัง...เราขึ้นข้างหน้า....ในมือควักเงินมา 20 บ.

พร้อม ยืนรอกระเป๋ามาเก็บ

ผ่านไป 1ป้ายก็แล้ว ....2ป้ายก็แล้ว

จนเกือบถึงแยกราชเทวีอยู่แล้ว .....กระเป๋าก็ยังไม่มาเก็บเงิน

คนก็ทะยอยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่แน่น

และคนที่ขึ้นนั้นจะเดินไปข้างหลังกันหมด

ซึ่งคนที่ยืนข้างหน้าที่รอกระเป๋ามาเก็บตังค์มีอยู่ 3 คน

มีเรา ...มีผู้ชาย 1... ผู้หญิงอีก1

เราเริ่มกระสับส่าย ถ้าถึงสนามหลวงแล้วมันยังไม่มาเก็บตังค์จะทำไงดี

ขณะที่กำลังกระสับกระส่าย ก็มีลุงผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นมายืนข้าง ๆ

เขาใส่เสื้อสีฟ้า ดูใจดี และสำหรับเราที่กระสับกระส่ายในตอนนั้นคือ...

เขาดูเหมือนกระเป๋ารถ!!!~

เราเอื้อมมือไปสะกิดแขนลุงเค้าเบา ๆ พร้อมกับยื่นเงินให้!!~

ลุงหันมายิ้มอย่างแปลกใจ

เรามองไป...เอ๊ะ! ไม่เห็นที่จ่ายตั๋ว

เรายิ้ม...กูเข้าใจผิด

เรารีบหันกลับ...หน้าแดง

แดง แดง แดง แล้วก็แดง

เรายืน...ยืนรอต่อไป

ยืนนิ่ง ไม่กล้าสบตาใคร

แน่นี่หว่า...ก็กูอาย

ในที่สุด...กระเป๋า ก็มา

เก็บตังค์เราไป...ค่ารถ 16 บาท

อะไรวะ!!!...แม่งค่ารถขึ้น

เรายืนต่อไป...ยืนต่อไป

จนถึงสนามหลวง

เราลง....

....

...

..

เอวัง ก็มีด้วยประการละฉะนี้แล ....

ปล. อัพเวบแล้ว ๆ http://geocities.com/haru_banchoฮับ

2005/Jul/04

เหมันต์เยื้องย่าง กรายกล้ำ

หิมะร่ำปรายโปรยดุจสายฝน

ลอยละล่อง ระรื่นร่ำตามใจลม

เย็นย่ำยะเยียบยล จนถึงใจ

ปฐพีสีขาวแต้มแดงชาด

โลหิตหยาด หยดหล่น ไม่หมดสิ้น

ฝนโลหิต สาดรด ลงพรมดิน

แทรกซึมสิ้น ทุกอณูไม่ปราณี

ฝนในเหมันต์ เริ่มโปรยปราย

ละอองราย ร่วงหล่นลงใจข้า

ทุกสิ่งรอบข้างต่างโรยรา

ทั้งโลกา เหลือแต่ข้าเพียงผู้เดียว ....

มาอารมณ์ไหนวะกรู...พอดีวันนี้กลับมานั่งฟังเพลง OST ของ Kenshin อ่ะ ก็เลยนึกอยากแต่งขึ้นมาตะงิด ๆ อันนี้แต่งแค่พอสนองตัณหา ไม่ได้แต่งเอาถูกฉันทลักษณ์เน้อ เพราะถ้าลองเช็คดูละก็ผิดตรึม ๆ